top of page

ออกแบบบ้านอย่างไร ประหยัดไฟมากที่สุด?

อัปเดตเมื่อ 30 พ.ค. 2568


banner


การออกแบบบ้านให้ประหยัดค่าไฟมากที่สุด โดยอิงตามหลักสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม สามารถทำได้ผ่านการวางแผนที่ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยครอบคลุมทุกองค์ประกอบ ทั้งโครงสร้าง วัสดุ การวางตำแหน่ง และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีแนวทางดังนี้:



1. โครงสร้างบ้าน


  • ความสูงของเพดาน:

    • ควรมีความสูงจากพื้นถึงเพดานอย่างน้อย 2.8-3 เมตร เพื่อให้เกิดการระบายอากาศที่ดีและช่วยลดความร้อนสะสมภายในบ้าน

  • โครงสร้างหลังคา:

    • เลือกหลังคาทรงสูง เช่น หลังคาทรงจั่ว หรือทรงปั้นหยา เพื่อให้ความร้อนใต้หลังคาถ่ายเทออกได้ง่าย และมีพื้นที่สำหรับติดตั้งฉนวนกันความร้อน

    • เพิ่มช่องระบายอากาศใต้หลังคา หรือใช้ระบบ Roof Ventilator เพื่อดึงอากาศร้อนออก



2. วัสดุก่อสร้าง


  • ผนัง:

    • ใช้ผนังสองชั้น (Double Wall) หรือผนังที่มีฉนวนกันความร้อนภายใน เช่น ผนังอิฐมวลเบา หรืออิฐซีเมนต์มวลเบา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการนำความร้อน

    • ทาสีผนังด้านนอกด้วยสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือเทาอ่อน เพื่อสะท้อนแสงแดด

  • หลังคา:

    • ใช้แผ่นสะท้อนความร้อนใต้หลังคา และฉนวนกันความร้อน เช่น ฉนวนใยแก้ว หรือโฟม PU เพื่อป้องกันความร้อนจากภายนอก

  • กระจก:

    • ใช้กระจกสองชั้น (Double-Glazed Glass) หรือกระจก Low-E ซึ่งช่วยลดความร้อนจากแสงแดด และป้องกันการสูญเสียความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

  • พื้นบ้าน:

    • ใช้วัสดุพื้นเย็น เช่น กระเบื้องเซรามิก หรือหินธรรมชาติในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดด



3. การวางตำแหน่งบ้านและทิศทาง


  • ทิศทางของบ้าน:

    • บ้านควรหันหน้าไปทางทิศเหนือหรือใต้ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรงจากทิศตะวันตกและตะวันออก

  • ตำแหน่งหน้าต่าง:

    • วางหน้าต่างตรงข้ามกันเพื่อให้ลมไหลผ่านบ้าน (Cross Ventilation)

    • ใช้หน้าต่างบานเลื่อนหรือบานเกล็ดที่เปิดได้กว้าง และติดตั้งมุ้งลวดเพื่อป้องกันแมลง

    • ติดตั้งกันสาดหรือชายคายื่นเพื่อบังแดด แต่ไม่ขวางการไหลของลม

  • แสงธรรมชาติ:

    • ใช้ Skylight หรือช่องแสงบนหลังคาในพื้นที่ที่ต้องการแสงสว่าง เช่น ห้องครัวหรือห้องน้ำ



4. เครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า


  • เครื่องปรับอากาศ:

    • เลือกใช้เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 และระบบ Inverter เพื่อประหยัดพลังงาน

    • ตั้งอุณหภูมิที่ 25-26 องศาเซลเซียส

  • หลอดไฟ:

    • ใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงานและมีอายุการใช้งานยาวนาน

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ:

    • เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดพลังงาน เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และพัดลม



5. การจัดสวนและการปลูกต้นไม้


  • ต้นไม้ใหญ่:

    • ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น ต้นจามจุรี ต้นประดู่ หรือพืชที่โตเร็วและให้ร่มเงา เช่น ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์

    • ปลูกไม้พุ่มเตี้ยรอบบ้านเพื่อช่วยลดอุณหภูมิจากพื้นดิน

  • สวนแนวตั้ง:

    • หากพื้นที่จำกัด สามารถสร้างสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) เพื่อช่วยลดความร้อนจากผนังบ้านได้

  • บ่อน้ำหรือสระน้ำ:

    • วางบ่อน้ำไว้บริเวณที่ลมพัดเข้าบ้าน เพื่อช่วยให้ลมเย็นพัดเข้าสู่บ้าน



6. ระบบพลังงานและเทคโนโลยี


  • แผงโซลาร์เซลล์:

    • ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เอง

  • ระบบสมาร์ทโฮม:

    • ใช้ระบบควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น การตั้งเวลาเปิด-ปิดไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ

  • ถังเก็บน้ำฝน:

    • ติดตั้งถังเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้รดน้ำต้นไม้หรืองานทั่วไป ลดการใช้น้ำประปา



7. การตกแต่งภายใน


  • สีผนังภายใน:

    • เลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น สีขาวหรือสีครีม เพื่อช่วยสะท้อนแสงและทำให้ห้องดูสว่างขึ้น

  • เฟอร์นิเจอร์:

    • ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีโครงสร้างเบาและไม่ดูดความร้อน เช่น ไม้หรือวัสดุธรรมชาติ

  • ผ้าม่าน:

    • ติดตั้งผ้าม่านหนาที่ช่วยกรองแสงแดดในช่วงกลางวัน



บ้านที่ออกแบบตามแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ แต่ยังเพิ่มความสะดวกสบายและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว 🌿



banner

สิ่งที่ ไม่ควรทำมากที่สุด ในการออกแบบและสร้างบ้าน เพราะจะทำให้บ้านร้อนและเพิ่มค่าไฟ ได้แก่:


1. การเลือกทิศทางบ้านที่ผิด


  • หันบ้านไปทางทิศตะวันตก:

    • ทิศนี้รับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด ทำให้ผนังสะสมความร้อนและปล่อยความร้อนเข้าสู่บ้านในช่วงเย็น

    • แก้ไข: หันบ้านไปทางทิศเหนือ-ใต้แทน หรือปลูกต้นไม้ใหญ่และติดกันสาดบังแดดในทิศตะวันตก



2. การใช้วัสดุที่สะสมความร้อน


  • หลังคาโลหะบางไม่มีฉนวนกันความร้อน:

    • หลังคาโลหะสะสมและส่งผ่านความร้อนเข้าสู่บ้านอย่างรวดเร็ว

    • แก้ไข: ใช้หลังคาแบบมีฉนวน หรือเพิ่มฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา เช่น ฉนวนใยแก้ว หรือแผ่นสะท้อนความร้อน

  • ผนังปูนเปลือยหรือคอนกรีตหนา:

    • ผนังประเภทนี้สะสมความร้อนในเวลากลางวันและปล่อยออกในตอนกลางคืน ทำให้บ้านร้อนตลอดเวลา

    • แก้ไข: ใช้ผนังอิฐมวลเบา หรือผนังที่มีฉนวนภายใน



3. ไม่มีการระบายอากาศที่ดี


  • ไม่มีช่องลมระบายอากาศใต้หลังคา:

    • ความร้อนจะสะสมอยู่ใต้หลังคาและถ่ายเทลงมาในบ้าน

    • แก้ไข: ติดตั้งช่องระบายอากาศ เช่น Roof Ventilator หรือช่องลมใต้หลังคา

  • หน้าต่างที่ปิดทึบทั้งหมด:

    • การปิดหน้าต่างทั้งหมดไม่ให้ลมไหลเวียน ทำให้บ้านอบอ้าวและต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากขึ้น

    • แก้ไข: ออกแบบหน้าต่างให้เปิดรับลมในตำแหน่งที่เหมาะสม



4. เลือกสีบ้านและวัสดุที่ไม่เหมาะสม


  • ใช้สีทาภายนอกเข้ม:

    • สีเข้มดูดซับความร้อนมากกว่าสีอ่อน ทำให้ผนังสะสมความร้อนและทำให้บ้านร้อน

    • แก้ไข: ใช้สีอ่อนหรือสีสะท้อนความร้อน

  • หลังคาสีเข้ม:

    • สีเข้มบนหลังคาทำให้บ้านร้อนขึ้นโดยไม่จำเป็น

    • แก้ไข: ใช้หลังคาสีอ่อน หรือวัสดุที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน



5. การติดตั้งกระจกในพื้นที่รับแดดโดยตรง


  • กระจกใสในทิศตะวันตก:

    • กระจกใสรับความร้อนและปล่อยให้แสงแดดเข้าสู่บ้านโดยตรง ทำให้บ้านร้อนและสิ้นเปลืองพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ

    • แก้ไข: ใช้กระจก Low-E, กระจกสองชั้น หรือกระจกสะท้อนแสง และติดฟิล์มกรองแสงในพื้นที่รับแดด



6. การปลูกต้นไม้ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม


  • ไม่มีต้นไม้ใหญ่บังแดดในทิศตะวันตก:

    • ทำให้แสงแดดส่องโดยตรงเข้าบ้านในช่วงบ่าย

    • แก้ไข: ปลูกต้นไม้ที่โตเร็วและให้ร่มเงา เช่น ต้นจามจุรี ต้นประดู่ หรือต้นพิกุล

  • ปลูกต้นไม้ใกล้บ้านเกินไป:

    • รากอาจทำลายโครงสร้างบ้าน และใบไม้ที่ร่วงอาจอุดตันท่อระบายน้ำ

    • แก้ไข: ปลูกต้นไม้ใหญ่ในระยะห่างที่ปลอดภัย (อย่างน้อย 2-3 เมตรจากตัวบ้าน)



7. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ


  • เครื่องปรับอากาศเก่าหรือไม่มีระบบ Inverter:

    • กินไฟมากและต้องทำงานหนักในบ้านที่ร้อน

    • แก้ไข: เปลี่ยนมาใช้เครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 หรือ Inverter

  • การใช้หลอดไฟแบบเก่า (Incandescent):

    • หลอดไฟแบบเก่าปล่อยความร้อนและสิ้นเปลืองพลังงาน

    • แก้ไข: ใช้หลอด LED แทน



8. พื้นที่รอบบ้านที่ไม่มีการออกแบบ


  • พื้นคอนกรีตรอบบ้านมากเกินไป:

    • คอนกรีตรอบบ้านสะสมความร้อนและปล่อยความร้อนเข้าบ้าน

    • แก้ไข: ใช้พื้นหญ้าหรือพื้นกรวดแทนเพื่อลดการสะสมความร้อน



9. ไม่มีฉนวนกันความร้อน


  • บ้านที่ไม่มีฉนวนกันความร้อนเลย:

    • ทำให้ความร้อนจากภายนอกเข้าสู่บ้านโดยตรง

    • แก้ไข: ติดตั้งฉนวนในผนัง หลังคา และพื้น เช่น ฉนวนใยแก้ว โฟม PU หรือแผ่นสะท้อนความร้อน



การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้พร้อมปรับใช้แนวทางที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาบ้านร้อน ลดการใช้พลังงานจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ 🌿


 
 
 

ความคิดเห็น


ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ได้แล้ว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าของเว็บไซต์
Logo

ศูนย์จำหน่าย ติดตั้งโซล่าเซลล์ ราคาถูก แบบครบวงจร

อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ติดตั้งอย่างเป็นมาตรฐานด้วย

ทีมงานมืออาชีพ 

logo

ศูนย์จำหน่าย ติดตั้งโซล่าเซลล์ ราคาถูก แบบครบวงจร

อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ติดตั้งอย่างเป็นมาตรฐานด้วย

ทีมงานมืออาชีพ 

ติดต่อเรา

📞 : 082-414-1144 Call Center
📞 : 093-946-6944 (คุณส้ม) Ongrid/Hybrid
📞 : 099-146-6944 (คุณเปิ้ล) Ongrid/Hybrid
📞 : 064-226-6944 (คุณตู่) Ongrid/Hybrid
📞 : 093-285-9654 (น้องชาย) Ongrid/Hybrid /warehouse
📞 : 063-996-6944 (คุณชาย) Offgrid/SOLAR PUMP

  • Line
  • Facebook
  • TikTok
  • YouTube

ที่อยู่

บริษัท โซล่าเทคเซ็นเตอร์ จำกัด

สำนักงานใหญ่ :

166 ม.1 ต.บ้านโคก อ.หนองนาคำ จ.ขอนแก่น 40150 

สาขาขอนแก่น :

161/6 ถ.กลางเมือง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 

bottom of page